ลองนึกภาพดูว่า หากเราได้ขึ้นไปอยู่บนตึกที่สูงแห่งหนึ่งแล้วมองลงมา ภาพเบื้องล่าที่เห็นคือ สวนสวย
ปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง ไม่เห็นภาพหลังคาที่ดูแข็งกระด้าง เมืองที่เนรมิตพื้นที่ไร้ค่าบนหลังคา ให้เป็นสีเขียวด้วย
ต้นไม้นานาชนิด ภาพนั้น จะสวยงามสักเพียงใด หลายคนอาจจะแย้งว่าคงเป็นภาพที่เป็นไปไม่ได้ แต่ในปัจจุบัน
green roof หรือ หลังคาเขียว กำลังกลายเป็นกระแสหนึ่งในการเยี่ยวยาสิ่งเเวดล้อม และการประหยัดพลังงาน
green roof หรือ หลังคาเขียว หากแปลเอาตรงตัว มันก็คือสวนบนหลังคานั่นเอง อาจเป็นที่ถกเถียงกันว่า
หมายถึงหลังคาประเภทไหนกันแน่ ไม่ว่าจะเป็น หลังคาที่ใช้เทคโลโลยี “เขียว” บางรูปแบบ เช่นแผงผลิตไฟฟ้า
จากพลังสุริยะ หลังคานิเวศ (eco-roofs) หลังคามีชีวิต (living roofs)ที่เป็นการปลูกต้นไม้บนหลังคา หรือต้นไม้
ที่ปลูกในกระถางอิสระจะนับเป็น “หลังคาเขียว”ด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หลังคาเขียวในที่นี้ หลักๆจึงดูที่เป้าหมาย
ให้ไปในทางที่ว่า เป็นหลังคาที่ถูกปิดทับบางส่วนหรือทั้ง หมดด้วยพืชและดิน หรือเครื่องปลูกอย่างอื่น เป็นการ
เปลี่ยนหลังคาให้เป็นสวน มีพื้นที่รองรับและเก็บกักน้ำที่สามารถทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ ไม่ใช่เพียงการยกกระถาง
ต้นไม่ไปวางเท่านั้น
Green Roof ไม่ใช่เรื่องใหม่ ลองย้อนไปไกลถึงสมัย 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ก็จะทำให้เรานึกถึง
”สวนลอยบาบิโลน” ขึ้นมา หรือบ้านแบบโบราณที่สร้างด้วยดิน หิน ไม้ซุง ก็จะพบบรรดาหญ้าหรือต้นไม้เล็กๆ เกิดขึ้น
มาในยุคไม่กี่สิบปีมานี้ การปลูกต้นไม้บนหลังคาก็พบได้ทั่วไปตามสถานที่ทั่วโลก เช่น หมู่บ้านในเขตทุ่งหญ้าแพรรี่
ในสหรัฐ ดาดฟ้าของศาลาว่าการนครชิคาโก หลังคาโรงพยาบาลในเมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอแลนด์ หลังคาบ้าน
ในเยอรมันนี เป็นต้น
(ภาพสวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน The Hanging Gardens of Babylon :
ภาพวาดจากเรื่องเล่าและสภาพปัจจุบันบางส่วนที่ยังคงเหลืออยู่)
แต่ Green Roof ยุคใหม่ ไม่มองเพียงแค่ความสวยงามเท่านั้น หากแต่มองไปถึงเชิงวิทยาศาสตร์ เชิง
สถาปัตยกรรม การออกแบบให้สามารถเก็บกักน้ำสำหรับเพาะปลูก การเลือกพืชที่ดูแลง่ายและราคาไม่แพง การ
ระบายน้ำ การออกแบบอาคารให้สามารถรองรับน้ำหนักและวัสดุที่จะต้องป้องกันการชอนไชของรากพืช การออกแบบ
วัสดุปลูกที่คล้ายดินแต่มีน้ำหนักที่เบากว่า เพื่อประโยชน์ที่หลากหลายขึ้น ทั้งลดอุณภูมิความร้อนที่ส่องผ่านหลังคา
ลงมาในตัวอาคาร ควบคุมระบบระบายน้ำที่เป็นปัญญาของหลังคาตึกแบบเก่า บรรเทาปรากฏการณ์ที่เรียกว่า
"เกาะความร้อน (urban heat island effect)"
ภาพ Modern green roofs trends began in Germany in the 1960s
ที่มา santamonicapropertyblog.com
หากแบ่ง Green Roof ตามการใช้งาน จะแบ่งได้ 2 แบบ คือ
1. หลังคาเขียวที่มีประโยชน์ใช้สอย (intensive green roof) สามารถปลูกพืชทั้งชนิดเล็กและชนิดใหญ่ได้จริงๆ
และทำกิจกรรมต่างๆได้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีชั้นของดินที่หนามากพอ อยู่ที่ราวๆ 30 ซม. ขึ้นไป และแน่นอนว่าการ
ก่อสร้างที่ต้องรองรับน้ำหนักขนาดนี้ย่อมมีค่าใช้จ่ายที่สูงเอาการ
2. หลังคาเขียวที่ไม่มีประโยชน์ใช้สอย (extensive green roof) หลังคาประเภทนี้เน้นประโยชน์ทางด้าน
สิ่งแวดล้อม จะปลูกเพียงพืชเล็กๆ ชนิดคลุมดิน ลำต้นเตี้ยๆ ทำให้การออกแบบการก่อสร้างหรือต่อเติมอาคารไม่ใช่
เรื่องยุ่งยากหรืออาจไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอะไรเลย ก่อสร้างไม่ยาก ดูแลรักษาง่าย ราคาต่ำ
หรือหากแบ่งตามรูปแบบการดูแล ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
1. แบบดูแล (intensive) จะเป็นแบบที่มีชั้นของดินลึกมากพอที่จะปลูกต้นไม้ใหญ่ และหลากหลายได้ ซึ่งต้องการ
การดูแลรักษารดน้ำใส่ปุ๋ยที่มากเพียงพอ
2. แบบกึ่งดูแล (semi-intensive) ก็จะต้องดูแลใส่ใจบ้าง แต่ไม่มากเท่าแบบแรก
3. แบบปล่อย (extensive) พืชที่ปลูกจะเป็นชนิดที่ไม่ต้องการการดูแลรักษาเท่าไหร่นัก มีความทนทาน เลี้ยงง่าย
เพียงแค่นานๆ ทีแวะมาดูความเรียบร้อย ใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืชบ้างเท่านั้น โดยพืชที่นิยม คือ พืชในตระกูลซีดัม (Sedum sp.) หรือ ประเภทที่อวบน้ำและมอสสามารถขึ้นได้ดี
ประโยชน์ของหลังคาเขียว
1. ช่วยลดความร้อนที่เข้าสู่ตัวอาคาร โดยผ่านมาทางหลังคา ซึ่งช่วยลดพลังงานในการเปิดเครื่องปรับอากาศใน
อาคารได้ถึง 20-40 % แม้ในระยะแรก โครงสร้างของหลังคาเขียวจะมีต้นทุนสูงขึ้นจากแบบทั่วไป แต่ในระยะยาว
การประหยัดจากการลดใช้พลังงานก็จะเกิดความคุ้มค่า
2. ยืดอายุใช้งานของหลังคา ทำให้อาคารไม่ได้รับแสงอาทิตย์โดยตรง พืชจะป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตจาก
แสงแดดที่ส่องลงมายังหลังคา
3. ลดปรากฏการณ์เกาะความร้อน (urban heat island effect) ต้นไม้บนหลังคาจะคอยดูซับความร้อนในตอนกลางวัน
ลดประมาณน้ำฝน (stormwater) ที่ไหลลงระบบสาธารณะ ซึ่งสร้างปัญญาน้ำท่วมฉับพลัน หลังคาเขียวจะเสมือน
เป็นทุ่งหญ้าที่คอยดูดซับ ชะลอสายฝนที่ตกลงมา รวมทั้งสามารถกรองโลหะหนักที่ปนเปื้อนมากับน้ำฝนได้อีกด้วย
4. กรองมลพิษ (pollutants) และ คาร์บอนไดออกไซด์ CO2 ออกจากอากาศ ด้วยกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช
5. เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ในเมือง (urban wilderness) บรรดาสัตว์น้อยใหญ่ไม่ว่าจะเป็นนก กระรอก ผีเสื้อ เกิดเป็น
ระบบนิเวศน์เล็กๆ
6. ปลูกไม้ผล ผักและดอกไม้ บางชนิดให้ออกดอกออกผลได้เป็นอย่างดี
7. เป็นพื้นที่สันทนาการ ให้ความรู้สึกเหมือนการพักผ่อนตามสวนโดยทั่วๆไป
ขอบคุณข้อมูลจาก วิชาการ.คอม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น